ภาษา : ไทย
เข้าสู่ระบบ


รับข่าวสาร
อีเมล์ของคุณ :
 สมัคร    ยกเลิก




ติดต่อเรา


สังคมออนไลน์
  


  QR Code


สถิติของเว็บไซต์
01/08/2555
12/10/2560
1225258
66561


ออนไลน์
ผู้ใช้งานขณะนี้ :
 
 บุคคลทั่วไป  1 ราย


ทนายความคดีความผิดต่อทรัพย์สิน 

 

สาระสำคัญของคดีความผิดต่อทรัพย์สิน

1. ความผิดต่อทรัพย์มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 12 มีีทั้งหมด 8 หมวด 1 มีดังต่อไปนี้

           - ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ตามมาตรา 334 ถึงมาตรา 336 ทวิ

           - ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ตามมาตรา 337 ถึงมาตรา 340 ตรี 

           - ความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา 341 ถึงมาตรา 348

           - ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามมาตรา 349 ถึง มาตรา 351

           - ความผิดฐานยักยอก ตามมาตรา 352 ถึง 356

           - ความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357

           - ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ถึงมาตรา 361

           - ความผิดฐานบุกรุก ตามมาตรา 362 ถึงมาตรา 366

2. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง

            กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ตามมาตรา 59 วรรคสอง

            ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามมาตรา 59 วรรคสาม

            การกระทำให้หมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย ตามมาตรา 59 วรรคท้าย

           ดังนั้น การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ต้องกระทำโดยเจตนาด้วย

 

 

 

อธิบายการจะเป็นความผิดอาญาและรับโทษได้ว่า

            (1). ต้องมีการกระทำ คือ ผู้กระทำเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก เช่น การหยิบทรัพย์ไป การขู่จะทำร้ายเพื่อให้เอาทรัพย์ให้ เป็นต้น ที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวโดยรู้สำนึก เช่น การละเมอ . การที่ถูกผู้อื่นมาจับมือของเราแล้วไปปัดทรัพย์ของผู้อื่นตกแตก เป็นต้น ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่งส่วนต้น

            (2) การกระทำครบองค์ประกอบความผิด

                        (2.1) การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 คือ มี ผู้ใด(ผู้กระทำ) , เอาไป(การกระทำ), ทรัพย์ของผู้อื่น(วัตถุแห่งการกระทำ) เป็นต้น

                        (2.2) การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ได้แก่ เจตนา หรือประมาทในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา เช่น ความผิดลหุโทษบางมาตรา เป็นต้น

 

 

 

 ***** บริษัท เอสเอ็มอี ลอว์ เซอร์วิส จำกัด บริการด้านกฎหมายครบวงจร โดยให้การบริการภายใต้คำนิยาม บริการด้านกฎหมาย ด้วยหัวใจนักกฎหมายมืออาชีพ” มีปัญหาเรื่องกฎหมายโทรหาเราที่เบอร์  02-6300-460 , 02-2365-722 เวลา 8.30-18.00 นาฬิกา วันจันทร์-เสาร์ นอกเวลาดังกล่าวสามารถติดต่อได้ที่ 083-4925-816   หรือ                          ทาง e-mail :smelawservice@hotmail.com  ทาง facebook : www.facebook.com/smelawservice    ทาง twitter : twitter.com/smelawservice *****

 

 

 

                        องค์ประกอบภายในอธิบายได้ดังนี้

                        - เจตนา ต้องดูตามมาตรา 59 วรรคสามก่อน คือ ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 ผู้กระทำจะต้องรู้ว่า ตนเป็นผู้กระทำ , การกระทำของตนเป็นการฆ่า เช่น การเหนี่ยวไกปืนยิง และ การกระทำของตนได้กระทำต่อผู้อื่น(ที่มีสภาพบุคคลหรือกระทำต่อผู้มีชีวิตนั่นเอง) ไม่ใช่กรณียิงศพ ดังนั้นคำว่า “เจตนา” ในทางกฎหมายอาญาจึงมิใช่เป็นไปตามความหมายที่เข้าใจกันทั่วๆไป เพียง “รู้” ก็ถือว่ามีเจตนาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่แท้จริงที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำว่าต้องการกระทำเพื่อสิ่งใดกันแน่ชัด แต่อย่างใด

                                    --> จากนั้นจึงจะมาวิเคราะห์ถึงประเภทของเจตนามีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

                                    (ก) เจตนาธรรมดาหรือเจตนาโดยตรง คือ เจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้ ตามมาตรา 59 วรรคสอง

 

 

                             *เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง เจตนาที่ผู้กระทำต้องการที่จะให้เกิดผลนั้นขึ้นอย่างแน่แท้ เช่น นาย ก. ต้องการฆ่า นาย ข. จึงยิงปืนไปที่ นาย ข. ทำให้นาย ข. ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย เป็นต้น

 

                                    ** เจตนาย่อมเล็งผลได้ หมายถึง กรณีที่ผู้กระทำมิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงแก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุแห่งการกระทำ แต่พฤติการณ์สามารถคาดเห็นได้ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุแห่งการกระทำได้อย่างแน่แท้ตามความคิดเห็นของ “วิญญูชน” คือ คนปกติธรรมดาทั่วไป ในภาวะพฤติการณ์เช่นนั้นพึงจะคาดเห็นได้อย่างแน่นอน  เช่น นาย ก. มิได้ประสงค์จะฆ่านาย ข. แต่แรก แต่ประสงค์จะยิงนกที่เกาะไหล่นาย ข. แต่การจะยิงนกนั้นนาย ก. ไม่ใช่คนแม่นปืน คนทั่วไปรวมทั้งนาย ก. ย่อมจะคาดเห็นได้อย่างคนธรรมดาทั่วไปว่าในภาวะพฤติการณ์เช่นนี้กระสุนปืนจะถูกนาย ข. อย่างแน่นอน แต่นาย ก. ก็ยังเหนี่ยวไกยิงออกไป เมื่อกระสุนถูก นาย ข. ตาย นาย ก. จึงมีความผิดฐานฆ่า นาย ข. โดยเจตนา(เล็งเห็นผล)

                                    (ข) เจตนาโดยผลของกฎหมาย คือ เจตนาโดยพลาด ตามมาตรา 60 มี เนื้อความว่า “ผู้ใดมีเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความ สัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายมิให้นำกฎหมายนั้น มาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น”

                                   ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยหลักจะต้องกระทำโดยเจตนา จะไม่มีความผิดที่กระทำโดยประมาท

             (3) เจตนาพิเศษ ผู้กระทำในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนใหญ่ มักจะเพิ่มองค์ประกอบอีกประการหนึ่งขึ้นมาคือ เจตนาพิเศษหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "มูลเหตุชักจูงใจ" ของผู้กระทำความผิด เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องมีเจตนาพิเศษ คือ โดยทุจริต หมายถึง แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตามมาตรา 334 ประกอบมาตรา 1(1) เป็นต้น

             (4) การกระทำของผู้กระทำทำให้ผลเกิดขึ้นในกรณีที่ความผิดต้องการผล และผลที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์กับการกระทำที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำไป เช่น ถ้าหาก นาย ก. ไม่หยิบเอาสร้อยของนาย ข. สร้อยของนาย ข. ก็จะไม่เคลื่อนที่อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ เป็นต้น